อาการเป็นไข้ รู้สึกเป็นไข้ ปวดหัว ต้องทำอย่างไร

อาการไข้ ปวดหัว

เป็นไข้

นั้นสามารถเกิดได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย แม้กระทั่งคนที่มีร่างกายแข็งแรงก็สามารถที่จะเกิดอาการไข้ขึ้นได้ฉะนั้นแล้วเป็นอาการหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวของเรามากๆวันนี้เราจะมาดูกันว่าเมื่อเกิดอาการไข้ขึ้นมากับตัวแล้วนั้นเราสามารถที่จะหาวิธีรักษาเบื้องต้นอย่างไรได้บ้างเพื่อให้อาการไข้นั้นหายได้โดยเร็ว

 

อาการไข้คืออะไร  (Fever)

ลักษณะของคนที่เป็นอาการไข้นั้นจะมีลักษณะตัวร้อน โดยมีวิธีการวัดอุณหภูมิจากร่างกายดังต่อไปนี้คือ

  1. วัดทางปาก อุณหภูมิประมาณ  37.2 องศาเซลเซียส
  2. วัดทางรักแร้ อุณหภูมิประมาณ  37.7 องศาเซลเซียส
  3. วัดทางทวารหนัก อุณหภูมิประมาณ  37.7 องศาเซลเซียส

สาเหตุของอาการไข้

  1. เกิดจากไข้หวัด
  2. เกิดจากไข้หวัดใหญ่
  3. เกิดจากอาการทอนซิลอักเสบ
  4. เกิดจากอาการไข้มีผื่นหรือตุ่มขึ้น
  5. เกิดจากอาการไข้เลือดออก
  6. เกิดจากอาการไข้มาเลเรีย
  7. เกิดอาการไทฟอยด์

นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆอีกเราจะต้องคอยสังเกตอาการของตัวเองว่ามีอาการแทรกซ้อนอะไรขึ้นมาอีกแต่สาเหตุหลักหลักการจะเกิดได้จาก 7 ประการอย่างที่กล่าวมา

วิธีรักษาไข้และวินิจฉัยอาการเบื้องต้น

สำหรับการวินิจฉัยโรคนั้นเป็นเพียงการวินิจฉัยเบื้องต้นเพื่อให้ทราบอาการก่อนที่เราจะไปรักษา ซึ่งหลายๆคนที่เป็นไข้นั้นก็จะหายาทานเองแต่จริงๆแล้วถ้าเรารู้อาการของเราว่าการไหนเป็นอาการหนักก็จะทําให้ทราบได้ว่าเราควรที่จะไปพบแพทย์ในช่วงไหน แต่จริงๆแล้วไม่ว่าจะเป็นหนักหรือว่าเป็นบ่าวก็ควรที่จะให้แพทย์วินิจฉัยเพื่อความแม่นยำและรักษาได้ทันท่วงที

อาการที่ควรพบแพทย์ด่วน

  1. ถ้ามีอาการไม่ค่อยรู้สึกตัว ปวดศีรษะมาก อาเจียนรุนแรงหรือว่า  ชัก มีโอกาสที่จะเป็น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เลือดออกในสมอง ฝีสมอง ซึ่งการรักษานี้ควรให้แพทย์ด่วนเพื่อวินิจฉัยอีกครั้ง
  2. ถ้ามีอาการไข้ ไม่ค่อยรู้สึกตัว และมีอาการอาเจียนร่วมด้วย และผู้ป่วยเคยมีประวัติที่โดนสุนัขกัดก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคพิษสุนัขบ้า อาจจะเกิดอาการชักขึ้นได้โดยแพทย์จะทำการฉีดยาเพื่อป้องกันการชัก อาการนี้ควรพบแพทย์ด่วน
  3. ถ้ามีอาการไข้ ไม่ค่อยรู้สึกตัว และมีอาการอาเจียนร่วมด้วย และผู้ป่วยเคยมีประวัติเกี่ยวกับไข้มาเลเรียมาก่อน อาการนี้ก็ควรพบแพทย์ด่วน
  4. ถ้ามีอาการไข้ เหงื่อออก ตัวเย็น กระสับกระส่าย ระหว่างนำส่งโรงพยาบาลควรให้น้ำเกลือเพราะมีโอกาสที่จะช็อคได้
  5. ถ้ามีอาการไข้ แขนขาอ่อนแรง หรือเกิดเป็นอัมพาตเฉียบพลันไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวได้ มีโอกาสที่เสี่ยงจะเป็นโรคโปลิโอ
  6. ถ้ามีอาการไข้มาเกิน 1 เดือน และมีอาการไอร่วมกับน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ควรรักษาด่วนเพราะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรควัณโรค มะเร็งปอด เมลิออยโดสิส
  7. ถ้ามีอาการไข้มาเกิน 1 เดือน  ปวดข้อมือ มีอาการผมร่วง หรือมีผื่นขึ้น มีโอกาสที่จะเป็นโรค sle
  8. ถ้ามีอาการไข้หนาวจับสั่นวันเว้นวัน มีโอกาสที่จะเป็นไข้มาลาเรียเรื้อรัง
  9. ถ้ามีอาการไข้มีจุดแดงที่เยื่อบุตาใต้เล็บ มีโอกาสที่จะเป็นเยื่อบุหัวใจอักเสบเรื้อรัง
  10. ถ้ามีอาการไข้มีจุดแดงจ้ำเขียวขึ้นตามตัวหรือมีก้อนบวมตามข้างคอหรือรักแร้ มีโอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
  11. มีอาการไข้เกิน 7 วัน มีอาการหนาวสั่นต้องห่มผ้าหนาๆ พบรอยแผลเหมือนบุหรี่จี้ที่หลังหรือผื่นขึ้นที่หลัง  มีโอกาสที่จะเป็นสครับไทฟัส ในเบื้องต้นนั้นกินยาลดไข้ ยาดอกซีไซคลีน หากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์ภายใน 3 วัน

อาการที่สามารถรักษาด้วยตัวเองได้

สำหรับอาการที่สามารถรักษาด้วยตัวเองได้นั้นเกิดจากเชื้อไวรัสที่ไม่รุนแรงมากซึ่งผู้ป่วยสามารถที่จะหายได้ภายใน 7 ถึง 10 วัน ซึ่งทำให้มีอาการตามด้านบนแล้วก็สามารถที่จะทานยาด้วยตัวเองหรือรักษาดังต่อไปนี้คือ

  1. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
  2. ในช่วงที่เป็นไข้นั้นควรดื่มน้ำให้มากๆ
  3. ใช้ผ้าเย็นชุบน้ำแล้วเช็ดตัวบ่อยๆเพื่อให้ร่างกายรักษาอุณหภูมิที่เหมาะสม
  4. ห้ามอาบน้ำเย็นโดยเด็ดขาด
  5. ถ้ารู้สึกเบื่ออาหารให้กินเป็นข้าวต้มหรือกินน้ำหวาน
  6. ถ้ามีอาการเจ็บคอให้ใช้เกลือกลั้วคอ
  7. สามารถกินยาลดไข้หรือพาราเซตามอลได้

ภายใน 7 วันหากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการดังต่อไปนี้

  1. รู้สึกหนาวสั่นมาก
  2. หายใจหอบ
  3. ปวดศีรษะมาก
  4. ต้องเดินรุนแรง
  5. อาเจียน
  6. กินไม่ได้
  7. ซีด
  8. ดีซ่าน
  9. มีจุดแดงจ้ำเขียว
  10. น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว

ถ้าท่านมีอาการใดอาการหนึ่งใน 10 ข้อนี้ควรที่จะพบแพทย์ภายใน 3 วัน เพื่อวินิจฉัยอาการเพิ่มเติมเพราะมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคผื่นได้อย่างมากเลยทีเดียว

 

 

เรียบเรียงบทความโดย : เมดวาริน