วิธีรักษา สิวสเตียรอยด์ สาเหตุ อาการการเกิด วิธีป้องกัน

สิวสเตียรอยด์

รูป : สิวสเตียรอยด์
รูป : สิวสเตียรอยด์

กับการใช้ครีมในปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าครีมบำรุงผิวตามท้องตลาดมีมากขึ้น และปัญหาที่ตามมาคือพบได้ทั้งครีมที่มีมาตรฐานและไม่มีมาตรฐาน โดยเฉพาะพวกครีมที่โฆษณาเรื่องให้ผลลับหน้าขาวใส รีวิวที่เห็นผลได้เร็ว และอาจทำให้ผู้ใช้ไม่มั่นใจได้ว่าครีมตัวนั้นอาจจะมีสารอันตรายหรือสารต้องห้ามผสมอยู่ด้วยหรือไม่ โชคดีในบางรายก็คือเมื่อใช้ไปแล้วรู้สึกผิดปกติก็รีบหยุดใช้ทันที แต่หากโชคร้ายล่ะก็คนที่ใช้แล้วมีอาการแพ้ขั้นรุนแรงก็อาจจะต้องตามรักษากันยุ่งวุ่นวาย

หลายๆคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่ายาสเตียรอยด์ หรือสารสเตียรอยที่เราเรียกกันคุ้นหูคุ้นปาก จัดเป็นสารต้องห้ามที่ใช้ในพรบเครื่องสำอาง หากมีการใส่เข้าไปเป็นส่วนผสมแม้จะด้วยปริมาณเพียงเล็กน้อยก็ถือว่าผิด ฉะนั้นการใช้สารสเตียรอยด์จึงเป็นสารที่ควรอยู่ในการควบคุมของแพทย์จึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและปลอดภัย

 

เรามารู้จักประเภทของสเตียรอยด์กันก่อน ดังนี้

สเตียรอยด์ชนิดทา (Topical steroids) สเตียรอยด์ชนิดนี้เป็นการนำมาใช้ในการรักษาโรคผิวหนัง (เริ่มใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1952) ซึ่งมีคุณสมบัติของสารคือช่วยในการยับยั้งการอักเสบและช่วยกดภูมิคุ้มกัน การใช้สเตียรอยด์ชนิดนี้จึงมีการนำมาใช้เพื่อรักษาโรคผิวหนังในผู้ป่วยที่มีอาการภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ

แต่ต่อมามีการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย และพบรายงานผลข้างเคียงของการใช้สเตียรอยด์ชนิดทาในช่วงปี ค.ศ.  1995 เป็นครั้งแรก

 

ปริมาณการดูดซึมสารสเตียรอยด์ชนิดทา

พบว่ายาทาสเตียรอยด์มีอัตราการดูดซึมในปริมาณร้อยละ 1 สำหรับคนผิวสุขภาพดีหรือผิวปกติ แต่ในผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังหรือผิวมีความอ่อนแอบอบบาง จะทำให้ยาซึมได้มากกว่าผิวที่มีความแข็งแรงหรือผิวสุขภาพดี ถึง 9-10 เท่า ทั้งนี้ผิวแต่ละบริเวณก็มีการดูดซึมยาได้ไม่เท่ากันส่วนบริเวณที่ไหนเช่นฝ่ามือฝ่าเท้าจะดูดซึมได้น้อยกว่า บริเวณเปลือกตาจะเป็นส่วนที่ยาสามารถดูดซึมได้ดีมากถึง 300 เท่า

รูป : สารสเตียรอยด์
รูป : สารสเตียรอยด์

 

 ผลหรืออาการข้างเคียงจากการใช้ สเตียรอยด์ชนิดทา ก็คือ สิวสเตียรอยด์ และผิวติดสเตียรอยด์ มีลักษณะอาการดังนี้

  1. สิวสเตียรอยมีทั้งแบบสิวแท้และสิวเทียม

ลักษณะสิวแท้ (acne vulgaris) คือ สิวที่เกิดจากการอุดตันของไขมันในรูขุมขนเหมือนสิวฮอร์โมนที่เกิดทั่วไป ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะคือสิวอุดตันและสิวอักเสบ

ลักษณะสิวเทียม คือ มีตุ่มนูน  ซึ่งมีลักษณะคล้ายสิวแต่ไม่ใช่สิว เช่น มีรูขุมขนอักเสบ (folliculitis)

แต่ทว่าหากการแยกด้วยตาเปล่าอาจจะดูได้ยากว่าอันไหนคือสิว และแบบไหนคือสิวเทียม โดยเฉพาะหากมีสิวเกิดบนใบหน้า และมีลักษณะเป็นตุ่มเรามักจะเรียกรวมๆ ว่า สิวสเตียรอยด์ ฉะนั้นการที่เราจะสังเกตว่าสิวที่ขึ้นคือสิวฮอร์โมนทั่วไป หรือสิวชนิดนั้นคือสิวสเตียรอยด์ เราอาจจะสังเกตได้คร่าวๆจากลักษณะของสิว คือ

สิวสเตียรอยด์ จะเกิดขึ้นมานั้นจะมีลักษณะเป็นรอยปื้นแดงในวงกว้าง เกิดขึ้นแบบถี่ๆ ทุกรูขุมขน  ทุกเม็ดจะมีลักษณะคล้ายกัน จึงทำให้บางคนเรียกมันว่า ผดผื่นสิว และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วยคือมีอาการคัน

 

ส่วน สิวฮอร์โมนทั่วไป จะมีลักษณะที่ต่างกันไปซึ่งในการเกิดเม็ดสิวขึ้นมาจะมีเม็ดเล็กใหญ่แตกต่างกัน ขึ้นกับระยะสิวด้วย เช่น บางมดเป็นสิวอุดตันมีตุ่มเล็กๆ  บางมดเป็นสิวหัวดำ บางเม็ดอาจมีอักเสบร่วมด้วย แต่บางเม็ดก็อาจเป็นแค่สิวเสี้ยน ซึ่งจะขึ้นเป็นจุดจุดต่างจากสิวสเตียรอยที่จะขึ้นเป็นวงกว้าง เป็นปื้น

หากเราได้รับสารสเตียรอยด์หรือ ยาสเตียรอยด์ในระยะเวลานาน จะทำให้เกิดการกดภูมิคุ้มกันได้ง่าย เช่น เกิดการติดเชื้อรา ยีสต์  เชื้อรา เชื้อกลาก เกลื้อน ไรชนิดdemodex รวมไปถึงเชื้อแบคทีเรียอีกหลายชนิด ฉะนั้น การเกิดสิวสเตียรอยด์หลายแบบซึ่งจะขึ้นกับชนิดของเชื้อที่ได้ติดร่วม เช่น หากผิวติดเชื้อยีสต์หรือรามักจะมีอาการคันร่วมด้วย แต่ถ้าหากติดเชื้อแบคทีเรียก็จะมีลักษณะเป็นหนองขนาดใหญ่ซึ่งจับหรือกดแล้วจะมีอาการเจ็บ หากมีอาการดังกล่าวมาควรเข้าพบแพทย์ผิวหนังเพื่อดูแลรักษาอย่างทันท่วงทีเพราะ อาการคันเป็นสัญญาณที่จะบอกได้ว่าอาจเกิดการติดเชื้อราหรือหากต้องมีการรักษาแพทย์อาจจะให้วิธีการรับประทานยาหรือทายาเพื่อรักษาเชื้อราร่วมกัน

 

สิวสเตียรอยด์ชนิดรูขุมขนอักเสบร่วมกับการติดเชื้อรา  (pityrosporum folliculitis)

ก่อนอื่นต้องขออธิบายถึงการเป็นสิวอุดตันแบบปกติก่อนนะคะ  

  • ลักษณะสิวอุดตันแบบปกติ คือ ผิวที่มีน้ำมันในรูขุมขนมากจนเกินไป จนไม่สามารถระบายออกได้ในระยะเวลานานไปจะสะสมเกิดเป็นคำโดนซึ่งจะมีลักษณะโตขึ้นจนปูดออกมาเป็นสิวเม็ดเล็ก  เม็ดใหญ่ตามกันออกไปตามระยะของสิว และอาจจะมีโอกาสถูกรบกวนซ้ำจากเชื้อ P.acne จนกลายเป็นสิวอักเสบที่เมื่อสัมผัสจะรู้สึกเจ็บ
  • ลักษณะสิวชนิดรูขุมขนอักเสบ  (folliculitis) คือ จะเกิดจากการลอกตัวของเซลล์บุรูขุมขน เกิดเป็นตุ่มหนองที่มีสีขาวเล็กๆ จำนวนมาก อาจดูเหมือนสิว แต่ไม่ใช่สิว ซึ่งในบางรายอาจมีการติดเชื้อยีสต์กลุ่ม Malassezia ร่วมด้วย  จะเรียกว่ารูขุมขนอักเสบจากเชื้อรา ซึ่งซึ่งมักจะมีอาการคันร่วมด้วย หรือปกติทั่วไปเรียกกันติดปากว่าสิวยีสต์ สิวเชื้อรานั่นเอง

 

ลักษณะผิวที่ติดสารสเตียรอยด์

การใช้ครีมที่มีสารสเตียรอยด์ระยะเวลานาน จะทำให้เซลล์บุรูขุมขนนั้นไวต่อการกระตุ้น และเมื่อมีปริมาณกรดไขมันที่มากขึ้น แบคทีเรีย P.acne ในรูขุมขนจะมีการเจริญเติบโตได้เร็วขึ้นใต้ชั้นผิวจะเกิดการสร้างคอมีโดนที่มากผิดปกติ และกลายเป็นสิวอุดตัน หรือสิวอักเสบที่จะมีลักษณะเม็ดใหญ่และลุกลามเกือบทุกรูขุมขน และส่งผลให้ภูมิคุ้มกันของผิวที่ถูกสเตียรอยด์กดไว้อย่างยาวนานนั้นจะทำให้ผิวอ่อนแอเป็นอย่างมาก จึงสามารถติดเชื้อได้ง่าย และสิวสเตียรอยด์จะมีความรุนแรงขึ้น มีหัวหนองที่ใหญ่และเกิดเป็นสะเก็ดแห้งกรังได้

การใช้ยาสเตียรอยด์จะมีผลทำให้โครงสร้างของผิวหนัง ชั้นหนังแท้มหลวมบาง เพราะส่งผลให้คอลลาเจนและอีลาสตินในผิวนั้นถูกทำลาย ผิวจึงมีความเหี่ยวและยุบตัวลงได้ ทั้งยังส่งผลให้ชั้นผิวหนังกำพร้าบางลงด้วย  พบการสร้างเซลล์ใหม่จะหยุดชะงักลง ซึ่งสารสำคัญที่เป็นองค์ประกอบของผิวจะไม่เพียงพอ จึงส่งผลให้เชื้อโรคและสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ Shenzhen ลงไปใต้ชั้นผิวได้มากกว่าปกติ ลงไปใต้ชั้นผิวได้มากกว่าปกติส่ง ลงไปใต้ชั้นผิวได้มากกว่าปกติส่งผลให้ผิวเกิดการแพ้ระคายเคืองได้ง่าย เมื่อมีสิวเกิดขึ้นก็จะเป็นสิวที่รุนแรง ส่งผลให้หายช้ากว่าปกติเพราะการสร้างเนื้อเยื่อใหม่เส้นเลือดใหม่จะผิดปกติไปทั้งหมด

  ในผู้ที่มีการใช้ครีมที่มีส่วนผสมสเตียรอยด์ไปสักระยะหนึ่งแล้วรู้สึกว่าผิวหน้าเริ่มติดสารสเตียรอยด์ก็อาจจะหยุดใช้ได้ทันการณ์ แต่หากบางคนที่ใช้ไปแล้วผิวหน้าขาวใสขึ้นอย่างแตกต่างและไม่ได้แสดงอาการผิดปกติใดๆเลย เมื่อใช้ในระยะเวลายาวนานเป็นปีๆ อาจเกิดอาการถอนยา (steroid withdrawal) จนกลายเป็นคนมีปัญหาผิวติดสเตียรอยด์(roid addict) ซึ่งจะมีความรุนแรงมากกว่า เกิดการรักษาที่ยากกว่า ผิวเสียสมดุล มีอาการคัน หน้าแดง ผดผื่นขึ้น แสบได้ง่าย เปลี่ยนครีมไม่ได้นอกเสียจากกลับไปใช้ครีมเดิมแล้วจึงจะหายเป็นปลิดทิ้งแต่ก็ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องอยู่ดี

 

อาการข้างเคียงอื่นๆจากการใช้ครีมที่ผสมสเตอรอยด์

 

  • อาการผิวหนังฝ่อ  (atrophy) เป็นอาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย ส่งผลให้เกิดการผลิตคอลลาเจนและสารจำพวก mucopolysaccharides ลดน้อยลง ส่งผลให้ผิวมีความเหี่ยวย่น (ผิวเหี่ยวเหมือนผิวคนแก่)
  • ผิวแตกลาย  (Straie, rubrae distensae)ก็เป็นอีกอาการข้างเคียงหนึ่งที่พบได้บ่อยเช่นกัน ซึ่งเกิดเป็นแผลที่มีลักษณะเฉพาะคือมีสีแดง ซึ่งในบางรายอาจจะรู้สึกเจ็บ เมื่อมีอาการข้างเคียงนี้จะเป็นถาวร จะทำจากรอยแตกจากความอ้วน การตั้งครรภ์ที่สีจะซีดขาวและจางลงได้เมื่อนานไป
  • เส้นเลือดฝอยขยาย สเตียรอยด์มีฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังขยายตัว หรือเรียกกันว่า ฝ้าเส้นเลือด เกิดจากการถูกทำลายของเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินรอบเส้นเลือดที่อยู่ใต้ชั้นผิวหนังทำให้เกิดอาการหลวงตัวส่งผลให้เส้นเลือดแทรกผ่านชั้นผิวหนังขึ้นมาได้และมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
  • ขนยาวผิดปกติ คือ ลักษณะของการถูกสเตียรอยไปกระตุ้นการเจริญเติบโตของขนอ่อน  (vellus hair) ผลข้างเคียงนี้มักเกิดกับสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน
  • ผิวมีสีซีด ด่างขาว  เมื่อแม่สีมีปริมาณลดลงผิวจึงขาวในคนที่ เป็นฝ้ากระใช้จึงส่งผลให้มีผิวหน้าใส แต่หลังจากหยุดใช้ผิวก็จะกลับมาขาวเหมือนเดิม

 

วิธีการดูแลผิวติดสารสเตียรอยด์

อาการเลิกยาแล้วภายหลังหยุดการใช้ยาประมาณ  7 วัน ผิวหน้าจะมีผื่นแดง  ซึ่งจะมีลักษณะคือ เส้นเลือดจะการขยายตัว จึงส่งผลทำให้ผิวหน้ามีสีแดงหรืออาจมีตุ่มเล็กๆ คล้ายสิวผด ประมาณ 2-3 สัปดาห์ต่อมาผิวอาจจะลอกขุย อาจกลับมาเป็นซ้ำได้อีก และมักจะหายได้ช้ากว่าเดิม

  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีสูตรไม่ผสมน้ำหอม  AHA bha
  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ให้ความแข็งแรง  เสริมสร้างคอลลาเจนให้ผิว
  • ควรงดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เล่นการทำให้ผิวหน้าขาว ลดริ้วรอยเร่งด่วนหรือพวกกลุ่มหน้าใส
  • ควรงดการลอกผิวหน้า ขัดผิวหน้า หรือสครับผิวหน้า
  • ควรงดการออกแบบ อยู่กลางแจ้งเพราะผิวที่ถูกแสงแดดโดยตรงจะทำให้ฟื้นตัวช้าและแสงแดดมักจะเป็นตัวกระตุ้นการเกิดสิวได้
  • ควรพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง และควรดื่มน้ำระหว่างวันให้ได้มาก
  • เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ในกรณีที่ไม่มีอาการแพ้เหงื่อตัวเองควรออกกำลังกายเพื่อให้มีเหงื่อและอุณหภูมิความร้อนในร่างกายเป็นตัวช่วยทำความสะอาดรูขุมขนได้

 

เรียบเรียงบทความโดย : เมดวาริน

ถาม - ตอบเกี่ยวกับ สิวสเตียรอยด์

ถาม : สวัสดีค่ะพี่ๆหนูติดตามบทความของพี่มาโดยตลอดเลยอยากจะสอบถามเกี่ยวกับสิวสเตียรอยด์ ค่ะว่าหนูเป็นมาประมาณ 5 ปีได้ โดยเริ่มต้นจากการใช้ครีม แล้วเกิดการแพ้ระคายเคืองหลังจากนั้นก็ เกิดอาการสิวขึ้นมาได้เรื่อยๆลักษณะสิวก็จะเป็น สิวอักเสบ ขึ้นเป็น ตุ่มๆ รู้สึกปวดระบมไปทั้งหน้า และยังมี สิวผดเป็นตุ่มเม็ดเล็กๆ แดงๆ อยากทราบว่าหนูควรเริ่มต้นรักษาอย่างไรบ้างคะ

ตอบ : สวัสดีค่ะขอบคุณมากๆนะคะที่ติดตามบทความของเราตลอดสำหรับผู้ที่มีสิวสเตียรอยด์นั้นจริงๆแล้วเรามาแยกอาการแต่ละอาการก่อนนะคะ

ถ้ามีสิวผดเล็กๆเราควรที่จะรักษาอาการปวดก่อนค่ะเพราะว่าอาการผดนั้นจะมาจากอาการระคายเคืองของผิว เราจึงต้องลดอาการระคายเคืองลงก่อน แล้ว เราค่อยรักษาอาการอักเสบค่ะ

ต้องค่อยๆหายทีละอาการนะคะไม่นานสิ่งที่เป็นอยู่ก็จะหายลงค่ะ