fbpx

มะเร็งลำไส้ใหญ่ และไส้ตรง ,อาการ ,สาเหตุ,วิธีการรักษา

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง(ฺColorectal cancer) เป็นมะเร็งที่พบได้เป็นอันดับที่ 3 ของมะเร็งในผู้ชายและนักที่ 5 ของมะเร็งในผู้หญิงพบมากในช่วงอายุมากกว่า 50 ปี

มะเร็งลำไส้ใหญ่

สาเหตุการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง

ยังไม่ทราบแน่ชัดพบว่ามีปัจจัยเสี่ยงได้แก่

  1. มีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ซึ่งบางชนิดสามารถถ่ายทอดทางพันธุ์กรรมเรียกว่า (familial addenomatous polyposis) เมื่ออายุมากขึ้นติ่งเนื้อมีโอกาสกลายเป็นมะเร็ง
  2. มีประวัติโรคนี้ในครอบครัวอาจเป็นผลจากการถ่ายทอดทางพันธุ์กรรมมีการสัมผัสสารก่อมะเร็งร่วมกันในครอบครัวก็ได้
  3. เคยมีประวัติเป็นมะเร็งรังไข่มดลูกหรือเต้านมมาก่อน
  4. เคยมีประวัติได้รับการฉายรังสีรักษามะเร็งชนิดอื่นที่บริเวณท้องมาก่อน
  5. เคยมีประวัติผ่าตัดถุงน้ำดีน้ำดีไม่มีถูกมากจึงไหลลงลำไส้ตลอดเกิดการระคายเคืองจากการเป็นมะเร็ง
  6. มีประวัติโรคลำไส้ใหญ่อักเสบหรือเป็นแผลเรื้อรังได้แก่โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล(ulcerrative colitis) โรคคอร์น ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
  7. การกินอาหารพวกเนื้อสัตว์ใหญ่เนื้อแดงแป้งและไขมันสูงมีเส้นใยน้อยทำให้ท้องผูกอุจจาระคั่งค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่เชื่อผู้นำไส้มีโอกาสสัมผัสกับสารก่อมะเร็งพบมากในกากอาหารจากอาหารพวกไขมัน
  8. การสูบบุหรี่การดื่มแอลกอฮอล์ตัดขาดจากการออกกำลังกายอ้วนหรือเป็นเบาหวานโดยมีโอกาสเป็นมะเร็งชนิดนี้สูงขึ้น

อาการของผู้ที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง

  1. ระยะแรกมักไม่มีอาการแสดงต่อมา
  2. เมื่อมะเร็งลุกลามมากขึ้นก็จะมีอาการผิดปกติต่างๆขึ้น กับตำแหน่ง และขนาดของมะเร็ง
  3. เช่นมี อาการท้องผูก สลับท้องเดินแบบเรื้อรัง
  4. ถ่ายเป็นมูกหรือมูกปนเลือดเรื้อรัง
  5. หรือถ่ายเป็นเลือดสด
  6. ทำให้คิดว่าเป็นเพียงริดสีดวงทวารอุจจาระ มีขนาดเล็กกว่าแท่งดินสอ
  7. มีอาการปวดท้อง
  8. หรือมีลมในท้องเรื้อรัง
  9. มีอาการปวดเบ่งที่ทวารหนักๆ
  10. ปวดถ่ายอยู่ตลอดเวลาหรืออาจคลำได้ก้อนในท้องบริเวณด้านขวา
  11. ตอนล่างบางรายอาจมีอาการของลําไส้อุดกั้นคือ
  12. ปวดบิดในท้องท้องผูก
  13. ไม่ผายลมซึ่งจะเป็นอยู่เพียงชั่วครู่แล้ว หายไปได้เอง
  14. และกลับกำเริบใหม่เป็นครั้งคราวบางราย
  15. อาจเกิดอาการซีดอ่อนเพลียน้ำหนักลด

วิธีการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง

    1. หากสงสัยควรส่งโรงพยาบาลแพทย์จะวินิจฉัยโดยการตรวจพบเลือดในอุจจาระ
    2. หรือใช้นิ้วตรวจทางทวารหนัก
    3. พบก้อนมะเร็งที่ทวารหนักไส้ตรงในผู้ป่วยบางราย
    4. เมื่อสงสัยเป็นมะเร็งแพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์ลำไส้ใหญ่โดยการสวน แป้งแบเรียม การใช้กล้องตรวจลำไส้ใหญ่
    5. และตัดชิ้นเนื้อพิสูจน์การตรวจหาระดับสาร cea  ซึ่งมีส่วนช่วยในการวินิจฉัยและให้การรักษาด้วยการผ่าตัด
    6. กับรังสีบำบัดและ

 

  • เคมีบำบัด

 

  1. ต้องผ่าตัด เปิดหน้าท้อง

 

ผลการรักษาถ้าตรวจพบ ตั้งแต่ระยะแรกเริ่มการรักษาด้วยการผ่าตัดสามารถทำให้หายขาดได้ในรายที่มีการลุกลามทะลุผนังลำไส้ และต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง

การผ่าตัดร่วมกับเคมีบำบัดและรังสีบำบัดสามารถช่วยให้มีชีวิตยืนยาวได้นานหลายปีแต่ถ้ามะเร็งแพร่กระจายไปไกลการรักษามักจะได้ผลไม่สู้ดีอาจอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน

ข้อแนะนำเกี่ยวกับการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

  1. ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงโดยวิธีการใดวิธีหนึ่งดังต่อไปนี้
  2. ตรวจหาเลือดในอุจจาระ ทุกปีร่วมกับตัวลำไส้ใหญ่ส่วนคดด้วยกล้องทุก 5 ปี
  3. เอ็ซเรย์ลำไส้ใหญ่โดยการสวนแป้งแบเรียมทุก 5 ปี
  4. ตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้องหรือถ่ายภาพลำไส้ใหญ่ด้วยการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทุก 10 ปี
  5. ส่วนการตรวจทวารหนักด้วยนิ้วควรทำร่วมกับการตรวจเช็คร่างกายเป็นระยะไม่ควรใช้อย่างโดนๆในการตรวจกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงเช่นมีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้เคยมีประวัติเป็นมะเร็งรังไข่มดลูกหรือเต้านมมาก่อนควรตรวจในช่วงอายุน้อยกว่า 50 ปีและตรวจดีกว่าคนปกติทั่วไป
  6. เมื่อมีอาการถ่ายเป็นเลือดสดอย่าคิดว่าเป็นเพียงริดสีดวงทวารควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจทางทวารหนักโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีหรือถ่ายออกเป็นเลือดนานและมาก

การป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

อาหารลดความเสี่ยงการเกิดโรคนี้ด้วย

  1. กินผักและผลไม้ให้มากๆ
  2. ลดอาหารพวกไขมันและเนื้อแดง
  3. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์จัด
  4. ออกกำลังกายเป็นประจำ
  5. ควบคุมโรคเบาหวานถ้าเป็นและน้ำหนักตัว

 

เมื่อมีอาการถ่ายเป็นเลือดสดอย่าคิดว่าเป็นเพียงริดสีดวงทวารควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจทางทวารหนักโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีหรือถ่ายออกเป็นเลือดเยอะและมาก

รวบรวมข้อมูลโดย : เมดวาริน

สารบัญเนื้อหาเกี่ยวกับมะเร็ง